Thai LA newspaper
ไลฟ์สไตล์
จอมพล
ช่วงเวลามหัศจรรย์

ผู้เขียนเขียนต้นฉบับไลฟ์สไตล์ฉบับนี้ในคืนวันคริสต์มาสพอดี แว่วเสียงเพลงคริสต์มาสที่ขับร้องโดย จอห์นนี แมสทิส ชื่อเพลง “It The Most Wonderful Time of The Year” ดังมาไกลๆ พร่ำรำพันว่าช่วงเทศกาลคริสต์มาสนี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี

หลายๆคนจะรู้สึกตรงกันหรือไม่ก็ตาม สำหรับผู้เขียน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาพิเศษของปี

ผู้เขียนพยายามฝึกตัวเองให้เป็นคนที่ไวต่อคลื่นความถี่ของจักรวาล อันนี้มาจากความรู้ที่ว่า ในจักรวาลอันยิ่งใหญ่เป็นอนันตกาลแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่ประกอบไปด้วยคลื่นความถี่ทั้งสิ้น สิ่งที่มนุษย์เราเห็นเป็นภาพ ได้ยินเป็นเสียง สัมผัสต่างๆเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่จริงแท้และเกิดจากฆานประสาทอันจำกัดของมนุษย์เท่านั้น แท้ที่จริงสรรพสิ่งต่างๆในจักรวาลหาได้เป็นรูปร่างเหมือนที่เราคิดว่ามันเป็นไม่ มันเป็นคลื่นความถี่ที่มารวมตัวกันเท่านั้น สิ่งนี้เรียกว่า Law of Attraction หมายความว่าคลื่นความถี่ที่มีความถี่ในระนาบเดียวกันก็จะไหลมารวมกัน สิ่งที่เป็นนามธรรมเช่น ความดี ความรัก ความโกรธ ความริษยา ก็ปรากฏเป็นความถี่เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะสามารถสัมผัสคลื่นต่างๆรอบๆตัวเราได้ หากว่าเราฝึกให้ตัวเองไวต่อคลื่นความถี่ต่างๆรอบๆตัวเรา

หากท่านผู้อ่านยังนึกตามไม่ออก ก็ลองพิจารณาดูความรู้สึกของตนเองเวลาที่เข้าไปในวัด นอกไปเสียจากความสงบร่มรื่นที่สัมผัสได้จากผัสสะภายนอกแล้ว เรายังรู้สึกได้ถึงความสงบและความดีงามอีกด้วย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะคลื่นความถี่อันละเอียดปราณีตนั้นทำให้เราสามารถสัมผัสได้ เวลาที่เราเข้าไปในโรงพยาบาล เราก็จะรู้สึกคลื่นต่างๆอันประสมประสานกันเป็นความรู้สึกแปลกๆคล้ายๆไม่สบายใจ หดหู่และเศร้าหมอง เนื่องมาจากคลื่นความกลัว ความกังวล ความเจ็บป่วยและความหดหู่อันกำจายออกมาจากผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยนั่นเอง

นครต่างๆก็มีคลื่นที่ต่างกันไป เช่นมหานครนิวยอร์ค เราจะรู้สึกได้ทันทีที่ย่างก้าวเข้าไปถึง ความแออัดวุ่นวายและความไม่หยุดนิ่งของเมืองนิวยอร์ค ทำให้เราต้องก้าวเดินเร็วขึ้น หายใจถี่ขึ้น เพราะเราได้นำคลื่นความถี่ของตัวเราเข้าไปอยู่ในระนาบของความถี่ที่เร็วขึ้น เราจึงแปรไปตามความถี่นั้นๆ

กลับมาสู่เรื่องของเทศกาลคริสต์มาสกันต่อ สาเหตุหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าช่วงเวลาคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีก็เพราะความถี่ที่ว่านี่เอง

ดูเหมือนว่าช่วงคริสต์มาสนี้จะเป็นช่วงเวลาเดียวที่ความถี่ของคนส่วนมากในโลกนี้จะกระจายเป็นคลื่นความถี่ที่สูงกว่าปรกติ นั่นก็เพราะคนส่วนมากคิดถึงการให้ พวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่คิดว่าจะต้องให้ของขวัญใครดี ให้อะไรเขาถึงจะถูกใจ ต้องออกไปซื้อ ต้องห่อของขวัญ ต้องนำมาวางไว้ใต้ต้นคริสต์มาส คลื่นความถี่ของความคิดนี้เป็นคลื่นที่ละเอียดอ่อน เต็มไปด้วยความรักและความเสียสละ จึงเป็นคลื่นที่สูงและมีพลังเปลี่ยนแปลงระบบจักรวาล คนส่วนมากในโลกจะคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองในช่วงคริสต์มาส เราจึงสัมผัสได้ถึงความรักที่เติมเต็มอยู่ในบรรยากาศของเทศกาลแห่งความรักและความสุขนี้

ด้วยสาเหตุนี้ผู้เขียนจึงรู้สึกว่า เทศกาลคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาที่แสนมหัศจรรย์ของปี

การให้ทำให้เกิดความสุข ความสุขที่ว่านี้ละเอียดอ่อนกว่าความสุขจากการได้รับ ความสุขจากการให้เป็นความสุขที่ยกคลื่นความถี่ของจิตให้สูงและห่างออกจากตัว ผู้ที่ให้จะมีความสุขกว่าผู้ที่รับ และความสุขที่ว่านี้ก็จะนำความสุขอื่นๆให้ไหลมาหาผู้นั้นยิ่งๆขึ้นไป

ผู้เขียนมีเรื่องราวของการให้ที่แสนจะประทับใจ การให้ที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ แต่อาจจะเป็นโอกาส การให้เวลา หรือการให้อภัย ก็เป็นการให้ที่ล้วนแต่ยกระดับจิตให้สูงขึ้นทั้งสิ้น

“นางพยาบาลได้นำทหารผ่านศึกคนหนึ่งที่มีท่าทางกระวนกระวายมายังข้างๆเตียงของคนไข้ พลางพูดกับชายชราที่นอนอยู่บนเตียงนั้นว่า “บุตรชายของคุณอยู่นี่แล้วค่ะ” นางพยาบาลต้องพูดย้ำๆหลายครั้งจนกระทั่งผู้ป่วยสูงอายุจะลืมตาขึ้น ชายชราตกอยู่ในอาการที่เกือบจะไม่รู้สึกตัวอันเนื่องมาจากอาการหัวใจวาย เขามองเห็นทหารหนุ่มในเครื่องแบบอย่างเลือนลาง ยืนอยู่ข้างๆเตียงด้านนอกของเต๊นท์ออกซิเจนที่เขานอนอยู่ เขายื่นมือออกไป ทหารผู้นั้นจับมือของเขาและบีบเบาๆคล้ายเป็นสัญญานของความรักและกำลังใจ

นางพยาบาลนำเก้าอี้มาวางให้เพื่อให้ทหารหนุ่มได้นั่งข้างๆเตียง ทหารผู้นั้นได้นั่งอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืนในความมืดอันเลือนลาง โดยจับมือชายชราไว้ตลอดเวลา พลางกระซิบถ้อยคำพรรณาให้ความรักและกำลังใจ ถึงแม้ว่านางพยาบาลจะแนะนำให้ทหารออกมาพักผ่อนบ้าง แต่เขาก็ปฏิเสธ

ทุกครั้งที่นางพยาบาลแวะเวียนกลับมาก ทหารผู้นั้นยังนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างอดทน เสียงต่างๆในโรงพยาบาลยามค่ำคืน เสียงแกร๊งๆของถังออกซิเจน เสียงหัวเราะของพนักงานยามดึกที่ทักทายกัน เสียงร้องไห้และโอดครวญของผู้ป่วยคนอื่นๆ เป็นเวลาทั้งคืนที่นางพยาบาลได้ยินทหารพูดคุยด้วยเสียงเบาๆนุ่มนวลกับชายชรา ชายผู้กำลังจะตายไม่ได้พูดตอบ แต่จับมือบุตรชายของเขาแน่นตลอดทั้งคืน

จนกระทั่งรุ่งสาง วิญญานของชายชราก็หลุดลอย ทหารหนุ่มปล่อยมืออันไร้วิญญานของชายชราแล้วออกไปรอที่จะพูดกับนางพยาบาลในระหว่างที่เธอกำลังทำงานของเธอ เขารอจนเธอเสร็จงานและหันมาทางเขา นางพยาบาลเริ่มต้นด้วยการจะพูดแสดงความเสียใจกับเขา แต่เขาขัดจังหวะเธอเสียก่อนด้วยคำถามว่า

“คุณลุงคนนั้นเป็นใครครับ”

นางพยาบาลทำหน้าตกใจ “เขาเป็นคุณพ่อของคุณไงคะ” เธอตอบ

“ไม่ใช่หรอกครับ คุณลุงไม่ใช่พ่อผม” นายทหารตอบ “ผมไม่เคยเป็นเขามาก่อนเลยในชีวิต”

“ถ้าอย่างนั้นทำไม่คุณไม่พูดอะไรเลยตอนที่ฉันพาคุณไปหาเขา”

“ผมรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ามีการผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ผมรู้สึกว่าคุณลุงต้องการพบลูกชายของแก แล้วลูกชายของแกก็ไม่อยู่ที่นั่น ผมรู้ว่าคุณลุงป่วยหนักและไม่รู้ว่าผมไม่ใช่ลูกของแก ผมก็เลยอยู่เพราะรู้ว่าแกต้องการลูกของแกมาก”

“จริงๆแล้วผมมาเมื่อคืนนี้เพื่อจะมาพบคุณวิลเลี่ยม เกร เพื่อจะบอกข่าวว่าบุตรชายของเขาเสียชีวิตในอีรัก คุณลุงคนนั้นชื่ออะไรครับ”

นางพยาบาลตอบทหารหนุ่มด้วยน้ำตาเต็มตาว่า “แกชื่อวิลเลียม เกรค่ะ”

คราวหน้าถ้ามีใครต้องการคุณ....จงอยู่ที่นั่น

เรื่องต่อไปที่ผู้เขียนแปลมานี้ จะทำให้คุณผู้อ่านต้องคิดทบทวนหลายครั้ง

และเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเคยอ่าน มีความดังนี้

ศาสตรจารย์ทางปรัชญาผู้ไม่เชื่อถือพระเจ้าคนหนึ่งพูดกับนักเรียนในชั้นเรียนของเขาถึงเรื่องปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อพระเจ้า ต่อพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เขาเรียกให้นักเรียนใหม่ของเขาคนหนึ่งยืนขึ้นและ...ถามคำถามนักเรียนคนนั้น

ในปี ๑๙๐๒ ศาสตราจารย์ท่านนั้นถามนักเรียนคนนั้นว่า “พระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ใช่หรือไม่”

นักเรียนตอบว่า “ใช่ครับ”

เขาจึงถามนักเรียนต่อว่า “แล้วปีศาจที่ชั่วร้ายเล่า พระเจ้าสร้างหรือเปล่า”

นักเรียนทั้งห้องนิ่งเงียบ

นักเรียนคนที่ถูกเรียกให้ตอบคำถามนั้น ถามศาสตราจารย์ว่าเขาจะขอถามคำถามอาจารย์ได้หรือไม่

ศาสตราจารย์อนุญาตให้เขาถาม

นักเรียนถามว่า “ความเย็นมีอยู่จริงหรือไม่”

ศาสตราจารย์ตอบว่า “แน่นอน เธอไม่รู้สึกถึงความเย็นหรือ”

นักเรียนตอบว่า “ เสียใจครับ คำตอบของอาจารย์ผิดครับ”

“ความเย็นคือการไม่มีอยู่ของความร้อน จริงๆแล้วไม่มีความเย็น เพราะความเย็นคือความร้อนที่หายไป”

นักเรียนถามต่อว่า “ความมืดมีอยู่จริงหรือไม่”

ศาสตราจารย์ตอบว่า “มีจริง”

นักเรียนตอบว่า “ผิดอีกครับ”

ไม่มีความมืดมิดอยู่จริงหรอกครับ แท้ที่จริงความมืดคือการที่ความสว่างได้หายไป เราศึกษาแต่แสงและความร้อน แต่เราไม่เคยศึกษาเรื่องความเย็นและความมืด

เหมือนกันครับ ความชั่วร้ายไม่มีอยู่จริง

แท้ที่จริงแล้วมันคือความรัก ความศรัทธา และความเชื่อมั่นในพระเจ้าที่หายไป

นักเรียนผู้นั้นคือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์

ผู้เขียนปรารถนาเหลือเกินว่า ความรัก ความศรัทธา และความยึดมั่นในความดีงามจะคงอยู่ในหัวใจของท่านผู้อ่านทุกท่าน และยืดเวลาในช่วงมหัศจรรย์ของปีนี้ให้ยาวนานไปตลอดไม่เฉพาะช่วงคริสต์มาสนี้เท่านั้น