การตัดสินใจประกาศยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เป็นหมากสุดท้ายที่มุ่งหวังจะคลี่คลายบรรยากาศทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
โดยโยนอำนาจกลับไปให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเพื่อกำหนดรัฐบาลชุดต่อไป
ใครที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้
ใครที่เป็นเสียงข้างน้อยก็ต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนฯ คอยตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐต่อไป
หากยึดมั่นในกติกาเหล่านี้ บ้านเมืองก็ยังเดินหน้าต่อไปได้
และยังจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่ให้วิกฤตความขัดแย้งครั้งนี้บานปลายไปจนกลาย เป็นการเผชิญหน้าของบุคคล 2 ฝ่าย จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างคน 2 ขั้วได้อีกทางหนึ่ง
แม้การเลือกตั้งดูจะเป็นทางออกที่ละมุนละม่อมมากที่สุดแล้วก็ตาม
แต่ก็มีอีกความคิดเห็นที่ประกาศไม่ยอมรับการยุบสภาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมระบุให้ตั้งนายกฯ มาตรา 7 เพื่อทำการปฏิรูปประเทศทันที
ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สุ่มเสี่ยงจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ที่ระบุให้กำหนดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน แต่ไม่เกิน 45 วัน
แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะแช่แข็งประเทศ
โดยไม่รู้เลยว่าการเลือกตั้งด้วยอำนาจของประชาชนจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อใด
ทำให้ต้องเตือนความจำกันอีกครั้งว่าคนในประเทศนี้ต่อสู้ล้มตายกันมามากมายเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
ให้ได้มีสิทธิมีเสียงกำหนดรัฐบาลที่ประชาชนต้องการด้วยตัวเอง
แม้ประชาธิปไตยอาจจะไม่ดีที่สุดในโลก
แต่อย่างน้อยก็เป็นระบอบที่ยอมรับว่ามนุษย์แต่ละคนเท่าเทียมกัน
ไม่ว่ายากดีมีจน จบการศึกษาระดับไหนก็มี 1 เสียงเท่ากัน
และสุดท้ายหากไม่ชอบรัฐบาลที่เลือกเข้ามา
ก็มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ หรือขับไล่ได้ตามกรอบของกฎหมาย
ดังนั้นอย่าให้ความเกลียดกลัวและอคติมาบังตา จนยอมถูกพรากอำนาจเลือกตั้งไป
ไม่เช่นนั้นสุดท้ายผู้ที่แพ้ก็คือประชาชนนั่นเอง